ลูกเนียงพระเครื่อง รับประกันของแท้ 100% ทุกองค์
  
นกสาริกา เนื้อว่านผสมชันโรง หลวงพ่อน่วม วัดหลวงครู มีประวัติการสร้างที่มหัศจรรย์ จนเป็นตำนาน หลวงพ่อน่วมเริ่มสร้างครั้งแรกใน วันอังคาร ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 6 ปีเถาะ ตรงกับ วันที่ 1 เมษายน 2517 โดยหลวงพ่อน่วมได้รับมอบตำราการสร้างมาจาก ท่านขุนพันธ์รักษ์ราชเดช ซึ่งเป็นตำราเก่าแก่ของสำนักเขาอ้อที่ตกทอดสืบต่อกันมา เนื่องจากลุงสวัสดิ์และท่านขุนพันธ์ฯ ต่างรู้จักกันดีและเป็นศิษย์ร่วมสำนักเดียวกัน เมื่อปรึกษากันแล้วได้ความว่า ผู้ที่พอจะเรียนและสืบทอดตำราวิชาเล่มนี้ได้ ด้วยจริยาวัตรที่เคร่งครัดและเพียบพร้อมไปด้วยตบะบารมี เห็นจะไม่มีท่านอื่นใดนอกจาก หลวงพ่อน่วม วัดหลวงครู ที่ลุงสวัสดิ์นับถือเป็นอาจารย์และฝากตัวเป็นศิษย์อยู่ ท่านขุนพันธ์ฯ จึงได้มอบตำราวิชาการสร้างนกสาลิกาให้หลวงพ่อน่วมได้ศึกษา หลังจากหลวงพ่อน่วมได้รับตำราและได้ศึกษาฝึกฝนอยู่เป็นเวลานานพอสมควร กระทั่งมั่นใจแล้วว่าแตกฉานจริงพอที่จะสร้างเป็นวัตถุมงคลเพื่อสืบทอดวิชา โดยไม่ให้สำนักเขาอ้อซึ่งเป็นต้นวิชาเสียชื่อได้ จึงได้สร้างสาลิกาชุดแรกพร้อมด้วยวัตถุมงคลอื่นๆ ตามวันเวลาดังกล่าว และก่อนหน้านั้นในปี 2516 ได้มีการสร้างถนน รพช. ซึ่งเป็นถนนลูกรังจาก อ.ท่าแพ ไป อ.พรหมคีรี คนงานที่ขับรถขุดดินในขณะนั้น ได้ไปปัสสาวะที่จุดๆ หนึ่งในบริเวณที่ทำถนน แต่ปัสสาวะยังไงก็ไม่ออก เกิดความสงสัยจึงใช้รถขุดดินขุดลงไปดูว่ามีอะไร เมื่อขุดไปได้ความลึกระดับหนึ่ง ได้พบไหโบราณ 4 ใบ ภายในบรรจุเม็ดดินกลมๆ ชาวบ้านเรียกว่า เม็ดว่านนางตรา จึงนำมาถวายหลวงพ่อน่วมไว้ตั้งแต่ครั้งนั้น ครั้นเมื่อท่านจะสร้างนกสาลิกาชุดแรก หลวงพ่อน่วมได้เอาเม็ดว่านนางตราดังกล่าวมาใช้เป็นส่วนผสม ในการสร้างนกสาลิการวมถึงวัตถุมงคลอื่นๆ ซึ่งมวลสารที่ใช้สร้างนั้น ได้แก่ เม็ดว่านนางตรา, ชันโรง, เส้นเกศาของหลวงพ่อน่วม, ผงวิเศษต่างและว่านยาตามตำราเขาอ้อ เป็นต้น และตามคำบอกเล่าของลุงสวัสดิ์ ยังมีอีกสาเหตุหนึ่งที่หลวงพ่อน่วม ท่านได้เริ่มสร้างวัตถุมงคลในครั้งแรกนั้นก็คือ ในการนั่งสมาธิของหลวงพ่อน่วมครั้งหนึ่ง ท่านเกิดนิมิตว่าได้พบกับพระอานนท์ และพระอานนท์ได้บอกให้ใช้คาถา หัวใจพระอานนท์ ในการปลุกเสกพระปิดตาและวัตถุมงคลต่างๆ การสร้างนกสาลิกายุคแรกนั้น ท่านจะใส่ไว้ในปากคราวละ 7 ตัว แล้วดำลงน้ำที่เขื่อนหลังวัด เพื่อเสกนกสาลิกาให้ได้ตามตำรา เมื่อผ่านพ้นคราวแรกนี้ไปแล้วก็มีการสร้างมาอีกเรื่อยๆ แต่ได้คราวละน้อยๆ เพียงไม่กี่ตัว แต่การดำลงเสกใต้น้ำนั้น มาภายหลังลุงสวัสดิ์และลูกศิษย์ใกล้ชิดได้ขออนุญาตให้ท่านยกเลิกเสีย เนื่องจากหลวงพ่อน่วมท่านอายุมากแล้ว แต่ขอให้ท่านมาเสกภายในโบสถ์แทน ซึ่งในสมัยนั้นโบสถ์ยังไม่มีหลังคา เมื่อถึงเวลาตามฤกษ์ยามที่กำหนดไว้แล้ว ก็ตั้งปะรำพิธี มีเสา 4 เสา ข้างบนขึงด้วยผ้ายันต์ ขณะปลุกเสกท่านจะนั่งสมาธิและร่างกายท่านจะค่อยๆ ส่ายไปมา เหมือนกับท่านจะลอยได้ และด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้นกสาลิกาของหลวงพ่อน่วมโด่งดังไปทั่วพื้นที่ เพราะระหว่างที่ท่านทำการปลุกเสกในโบสถ์นั้น ชาวบ้านและลูกศิษย์ที่อยู่ข้างนอก ต่างได้ยินเสียงนกร้องในโบสถ์ชนิดที่ชุลมุนวุ่นวายไปหมด ในการปลุกเสกนกสาลิกาและวัตถุมงคลต่างๆ ลุงสวัสดิ์จะมานั่งสมาธิร่วมอยู่ด้วยเกือบทุกคราวไป โดย ลุงสวัสดิ์ โมราศิลป์ ท่านเป็นศิษย์สายฆราวาสแห่งเขาอ้อ ลูกศิษย์ของ อาจารย์เอียด วัดดอนศาลา ซึ่งมีท่านขุนพันธ์ฯเป็นศิษย์ผู้พี่ อยู่ในหมู่บ้านเดียวกันและรู้จักรักใคร่สนิทสนม ในฐานะศิษย์พี่ศิษย์น้องกันมาอย่างยาวนาน วัตถุมงคลที่หลวงพ่อน่วมสร้างขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ.2517 นั้นประกอบไปด้วย นกสาลิกา, พระบูชารุ่นแรก, พระพิมพ์ท่าเรือ, พระรูปเหมือนพิมพ์หลังพระอานนท์, ผ้ายันต์รอยมือรอยเท้า, พระปิดตาก้นถ้วยฝังตระกรุดและไม่ฝังตระกรุด ส่วนเรื่องการทายางหรือชุบรักนั้น จริงๆ แล้วเมื่อสร้างออกมาแจกในคราวแรกๆ ไม่ได้มีการทารักหรือปิดทองใดๆ เพียงแต่ทำเสร็จก็แจกเฉพาะเป็นคนๆ ไปตามที่ท่านเห็นสมควร ภายหลังเหลืออยู่จำนวนหนึ่ง ลูกศิษย์จึงได้เอามาแต่งตะไบพิมพ์แล้วลงรักทายางเสียใหม่ เพราะมักเกิดปัญหาเนื้อพระหลุดยุ่ยง่าย นกสาลิกาแบบที่แต่งพิมพ์แล้วทายางรักจึงมีจำนวนไม่มาก บางคนเรียกว่า พิมพ์กรรมการ และนี่คือสาเหตุที่นกสาลิกาของท่าน มีทั้งแบบทายางรักและไม่ทายางรัก และที่หลายท่านสงสัยว่า นกสาลิกาของหลวงพ่อน่วม ห้อยรวมกับพระได้หรือเปล่า บางคนบอกว่าต้องห้อยเดี่ยวเพราะเป็นเครื่องราง สบายใจได้เลยครับว่าห้อยรวมกันได้แน่นอน เพราะเป็นวัตถุที่ปลุกเสกด้วยอำนาจแห่งพระพุทธคุณ ไม่ได้เป็นของต่ำมนต์ดำแต่อย่างใด จะห้อยเดี่ยวห้อยรวมหรือเหน็บใส่กระเป๋าก็ได้แต่ไม่ควรห้อยต่ำกว่าเอว และที่มีรูปลักษณ์เป็น นกสาลิกา ก็เป็นเพียงกุศโลบายแห่งพิมพ์ทรง ที่ต้องการสื่อว่ามีพุทธคุณเด่นทางด้านใด เช่นเดียวกับเครื่องรางทุกชนิดที่ปลุกเสกด้วยคุณพระ ไม่ว่าจะเป็น นางกวัก, เขี้ยวเสือ, หรือตะกรุดต่างๆ เป็นต้น ด้วยพุทธคุณที่เด่นชัดในเรื่องเมตตา มหาเสน่ห์ โชคลาภ ค้าขาย เข้าหาผู้หลักผู้ใหญ่ และงานต่างๆที่ต้องใช้ปากเจรจา ส่งผลให้นกสาลิกาของท่านได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก แต่จะหาของแท้ๆสักตัวไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะจำนวนการสร้างที่น้อยนิด และของเก๊ของเสริมก็ออกมาเรื่อยๆ เล่นหาต้องระวังให้มาก และปิดท้ายด้วยคาถาสาลิกาของหลวงพ่อน่วม กอหนอ ยอตอ เมตตา สัพพะเสน่หา จะปุริถิตัง สัพพะลาภัง วินาศสันติ คาถาบทนี้ได้มาจากภรรยาของลุงสวัสดิ์ โมราศิลป์ ให้ตั้งนะโม 3 จบ แล้วบอกกล่าวแก่หลวงพ่อน่วม และครูบาอาจารย์สายเขาอ้ออันเป็นเจ้าของวิชาก่อน และหากได้นกสาลิกาของหลวงพ่อน่วมมา ก่อนอื่นท่านว่า ให้เอาแผ่นทองปิดที่ปากนก โดยถือเคล็ดว่าเป็นการเปิดปากนก ใครมีนกสาลิกาของท่านอยู่ลองเอาไปใช้ดูครับ ส่วนนกสาริกาได้ติดทองไว้ที่ปากตามคำบอกของหลวงพ่อน่วม (ว่ากันว่าถ้าติดทองไว้ที่ปากหมายถึงการเปิดปากนก) และส่วนผสมที่ใช้ในการสร้างสาริกาก็เป็นเนื้อชันดรงเป็นส่วนสำคัญในการสร้างนก เพราะชันโรงเป็นสิ่งที่มงคลและหยากมาก คติโบราณท่านถือว่านอกจากชันโรงจะช่วยปกปักรักษาของดีแล้ว ด้วยความที่ชันโรงเป็นแมลงไม่ดุร้าย จึงมีเสน่ห์ทางเมตตามหานิยมอีกด้วย ดังนั้น หากผู้ใดได้ครอบครองวัตถุมงคลที่ประกอบขึ้นด้วยชันโรงก็นับได้ว่าผู้นั้นได้ครบถ้วนแล้วซึ่งของที่มีคุณวิเศษและเมตตามหานิยมอีกด้วย ดั้งนั้น หากผู้ใดได้ครอบครองวัตถุมงคลที่ประกอบขึ้นด้วยชันโรงก็นับได้ว่าผู้นั้นได้ครบถ้วนแล้วซึ่งของที่มีคุณวิเศษและเมตตามหานิยม